“กลับมาคราวนี้ ผมไม่เหมือนเดิม” เปิดใจ..”นิว” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์

19 Mar 2020 18:18:11

การเดินทางตามล่าความฝันของนักเตะหนุ่มทายาทอดีตกองหลังทีมชาติไทย ไพโรจน์ พ่วงจันทร์ อย่าง “เจ้านิว”ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ในการไปค้าแข้งกับโออิตะ ทรินิตะ ในเจลีก 1 ของญี่ปุ่น จบภาคแรกไปเป็นที่เรียบร้อย
1 ฤดูกาลกับการไปผจญภัยในแดนปลาดิบ เปิดโลกฟุตบอลใบใหม่ให้กับ “หนุ่มนิว”แบบที่เจ้าตัวไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต


 
ย้อนกลับไปเมื่อต้นฤดูกาลที่แล้ว บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ได้เปิดโอกาสให้แข้งไทยในต้นสังกัดอย่าง ฐิติพันธ์ ได้เดินทางไปล่าความฝันในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพในต่างแดน และ “เจ้านิว” ก็ไม่ยอมปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป
เจ้าตัวได้ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มความฝันในแดนปลาดิบว่า ตนเองไปช้ากว่าเพื่อนร่วมทีมที่ได้เตรียมทีมกันไปแล้วกว่า 2 อาทิตย์ แต่เรื่องความฟิตก็ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เพราะเพิ่งจะผ่านการเล่นฟุตบอลระดับทวีปอย่าง เอเชี่ยนคัพ ไปหมาด ๆ
แม้จะเตรียมใจไปในระดับหนึ่งว่าจะต้องเจอกับอุปสรรคในการปรับตัวให้เข้ากับสไตล์ฟุตบอลแบบญี่ปุ่น แต่ “เจ้านิว”ก็คาดไม่ถึงว่าจะหนักกว่าที่คิดเอาไว้
 
“บอลญี่ปุ่นซ้อมกันหนักมาก ๆ แม้ผมจะคิดว่าตัวเองฟิตพอแล้ว แต่เอาเข้าจริงไม่ใช่เลย ยิ่งคุณภาพเขาดีกว่าเรา เราก็ยิ่งต้องเร่งฟิต เร่งซ้อมอย่างหนัก ไหนจะต้องปรับตัวเรียนรู้เรื่องแท็คติกการเล่นซึ่งต่างไปจากไทยอย่างสิ้นเชิง”
 
การร่วมทัพกับ โออิตะ ทรินิตะ สิ่งที่ต้องเจอคือ ปรัชญาของสโมสรไม่มีนักเตะที่เป็นตัวแบกทีม ทุกคนเล่นกันด้วยระบบ สิ่งที่โค้ชสั่งต้องปฏิบัติตามนั่นคือ การรักษาตำแหน่งการเล่น วิ่งให้สุด 90 นาทีต้องไม่มีแผ่ว
 
“ตำแหน่งกองกลางของผมต้องวิ่งขึ้นช่วยเกมรุก ลงช่วยเกมรับ เราก็ถือว่าเราฟิตมาดี วิ่งได้ เล่นได้อย่างที่โค้ชสั่ง แต่มันยังไม่พอครับ โค้ชดูการเล่นของเราจากข้างสนาม และเมื่อเขามองว่าผมเริ่มจ็อกกิ้งลงมา เหมือนแผ่ว ๆ ในการวิ่ง เขาก็ไม่รีรอที่จะเปลี่ยนตัวออกทันที ซึ่งผมก็ยอมรับว่าบอลญี่ปุ่นจะเล่นกันเร็วตลอด 90 นาที เราฟิตก็จริง แต่ฟิตไม่พอกับสไตล์การเล่นแบบนี้”


 
1 ฤดูกาลกับการลงเล่น 20 นัด เป็นตัวจริง 9 นัด แต่มักถูกเปลี่ยนออกในครึ่งเวลาหลัง รวมถึงถูกส่งลงในฐานะตัวสำรอง สำหรับกองกลางหนุ่มทีมชาติไทย ประเมินตัวเองในภาพรวมไว้ว่า
 
“ก่อนไปผมตั้งเป้าว่าอยากเล่นสัก 20 นัด ซึ่งก็เป็นไปตามที่ตั้ง แต่ไม่คิดว่าจะเล่นไม่เต็มเกมแทบทุกนัด อีกอย่างมีบางช่วงที่ผมเจ็บไป ก็ตามเพื่อนไม่ค่อยทัน เพราะแท็คติกมันจะเปลี่ยนไปแทบทุกสัปดาห์ ก็ต้องมาเริ่มกันใหม่ ความสำเร็จจึงอยู่ที่ 75 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โอเค มันเป็นปีแรก ได้แค่นี้ก็ดีในระดับหนึ่ง แต่ผมยังดีขึ้นได้กว่านี้แน่นอน ถ้ามีโอกาสในครั้งต่อไป”
 
อย่างไรก็ดี สิ่งดี ๆ ที่ “เจ้านิว”ได้รับจากโออิตะ คือ การพัฒนาจุดอ่อนแปรเปลี่ยนเป็นจุดแข็ง โดยสตาฟฟ์โค้ชของที่นี่ทำงานกันละเอียดมาก ไม่ว่าเกมอุ่นเครื่องหรือแข่งขัน เขาจะถ่ายวีดีโอและตัดเป็นคลิปออกมาติวรายตัว
 
“หลังจบแมตช์ ในวันรุ่งขึ้น เขาจะนำเทปมาเปิดและบอกผมว่า เกมที่ผ่านมาผมพลาดตรงไหน ตำแหน่งไหนที่ผมควรยืนในแต่ละสถานการณ์ โค้ชจะคอยชี้นำให้ปรับปรุง และให้กำลังใจว่า ไม่ต้องกดดัน แค่เล่นไปตามแท็คติก และใช้ความสามารถของผมให้เต็มที่เท่านั้น”

 
ผลงานในซีซั่น 2019 ของฐิติพันธ์ คือยิง 1 ประตูในบอลถ้วย และแอสซิสต์อีก 1 ลูก และโออิตะ จบลงในฐานะอันดับ 9 ของลีก ฐิติพันธ์ กลับจากญี่ปุ่น สู่อ้อมอกของ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด อีกครั้ง แต่กลับมาครั้งนี้ ไม่เหมือนเดิม
 
“เมื่อก่อนผมซ้อมตามโปรแกรมของสโมสร แต่ตอนนี้ผมกลับมาที่บีจี ปทุมฯ ผมจะเทรนตัวเองก่อนและหลังซ้อม ถึงจุดอ่อนที่ตัวเองเคยเล่นในญี่ปุ่น รวมถึงความฟิตที่มีมากขึ้นกว่าตอนก่อนไป นอกจากนี้เรื่องการดูแลตัวเองนอกสนาม ผมเรียนรู้ความเป็นมืออาชีพจากที่นั่น และนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันด้วย”
 
“เจ้านิว”เผยว่า อีกหนึ่งทัศนคติที่ตนเองได้มาจากโออิตะ คือ การเชื่อฟังโค้ชแบบไม่ต้องมีข้อแม้ “ทุกวันนี้ไม่ว่า “โค้ชโอ่ง”จะสั่งอะไรลงไป ผมปฏิบัติตามทุกอย่างแบบไม่บิดพลิ้ว เพราะเรารู้ว่าแท็คติกของโค้ชมันสำคัญอย่างไร ระเบียบวินัยต้องมาก่อน คุณจะเก่งมาจากไหน ถ้าคุณเล่นคนเดียว ทีมก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จได้ มันต้องสำเร็จไปด้วยกันทั้งทีม” 

 
ซึ่งเป้าหมายความสำเร็จของ “นิว”ฐิติพันธ์ กับบีจี ปทุมฯ ก็คือ การรักษาระดับมาตรฐานการเล่นที่ดีในช่วงเปิดซีซั่นให้ต่อเนื่องไปจนจบฤดูกาล
 
“ปีนี้เราเสริมทัพในจุดที่ขาด ตัวผู้เล่นใหม่และเก่าทำผลงานกันได้อย่างน่าพอใจ ถ้าเรารักษามาตรฐานตรงนี้ได้ ทำไมเราจะก้าวไปเป็นแชมป์ใดแชมป์หนึ่งไม่ได้ ผมมั่นใจว่าเราทำได้ แต่เราต้องทำงานหนักไปจนจบฤดูกาล ผลลัพธ์ที่ดีก็จะตามมาเอง”
 
ทัศนคติดี ๆ ที่เก็บเกี่ยวมาจากเจลีกของ “เจ้านิว”น่าจะให้แฟนบีจี ปทุมฯอุ่นใจ และลุ้นไปสู่ความสำเร็จพร้อมๆ กัน