ยูกิ บัมบะ เสน่ห์ของฟุตบอลไทยทำให้ผมอยากฝากอนาคตไว้ที่นี่!!

26 Mar 2020 21:59:36

หากจะกล่าวถึงนักเตะต่างชาติที่ค้าแข้งในเมืองไทยมาอย่างยาวนานต้องมีชื่อของมิดฟิลด์ชาวญี่ปุ่นอย่าง ยูกิ บัมบะ กองกลางของสโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ร่วมอยู่ในนั้นด้วย หลังเจ้าตัวโลดแล่นอยู่บนเวทีลูกหนังไทยมถึง 8 ปี และกำลังเข้าสู่ปีที่ 9 ในเวลานี้ เกือบทศวรรษที่ผ่านมา บัมบะ ค้าแข้งให้กับต้นสังกัดบนแผ่นดินสยามมาหลายสโมสรไม่ว่าจะเป็น สุพรรณบุรี เอฟซี, บางกอก เอฟซี, ชลบุรี เอฟซี, บีบีซียู, ไทยฮอนด้า, นครปฐม ยูไนเต็ด, ตราด เอฟซี และล่าสุดกับทัพ "เดอะ แรบบิท" โดยในช่วง BG TALK จะพาไปพูดคุยกับเจ้าตัวว่าอะไรที่ทำให้เจ้าตัวหลงรักมนต์เสน่ห์ของ "ฟุตบอลไทย"

Q : ช่วยเล่าย้อนให้ฟังหน่อยว่าคุณมาค้าแข้งในเมืองไทยได้อย่างไร ?
A : "หลังจากที่ผมเริ่มเล่นฟุตบอลระดับสมัครเล่นที่ประเทศญี่ปุ่นได้ 2 ปี ผมก็ได้รับคำชักชวนจากรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยอย่าง คาซูโตะ คูชิดะ ที่ตอนนั้นเล่นอยู่กับ ชลบุรี เอฟซี ให้ผมเข้ามาเล่นฟุตบอลอาชีพที่เมืองไทย ผมจึงตัดสินใจที่จะลองมาดูก่อนที่จะอยู่ยาวมาถึงปัจจุบัน"

Q : อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจมาเล่นฟุตบอลที่ประเทศไทยทั้งที่คุณเริ่มเล่นฟุตบอลที่ญี่ปุ่นได้ไม่นาน ?
A : "ผมต้องการที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และได้ลองไปทดสอบฝีเท้ากับหลายสโมสรในประเทศญี่ปุ่นทั้งในระดับเจลีก 1 และ 2 แต่ต้องยอมรับว่าที่นั่นมีนักฟุตบอลค่อนข้างเยอะจึงเป็นเรื่องยากที่จะไปถึงจุดนั้น จนได้รับคำแนะนำจาก คูชิดะ ผมจึงตัดสินใจมาที่นี่"



Q : ปีแรกกับฟุตบอลไทยเป็นอย่างไรบ้าง ?
A : "ปีแรกเลยที่ผมย้ายมาเล่นฟุตบอลในประเทศไทยคือกับสโมสรสุพรรณบุรี เอฟซี ซึ่งตอนนั้นเล่นอยู่ในระดับดิวิชั่น 1 หรือไทยลีก 2 ในปัจจุบัน แน่นอนว่าเมืองไทยมีสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน แต่ข้อดีคือที่นั่นมีแฟนบอลเยอะ ซึ่งผมชอบบรรยากาศแบบนี้และมุ่งมั่นที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด"

Q : แล้วมีปัญหาในการปรับตัวหรือไม่ ?
A : "แน่นอนเลยคือเรื่องของภาษา และเรื่องอาหารการกิน แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ในเมืองไทยมีร้านสะดวกซื้อ และร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่หลายแห่ง ที่ผมมักจะไปใช้บริการอยู่เป็นประจำ แต่ถึงอย่างไรก็ตามปีแรกของผมที่เมืองไทยก็ทำให้ผมน้ำหนักลดลงพอสมควร"



Q : หลังจากนั้นคุณก็ค้าแข้งมาอย่างยาวนานคุณคิดว่าอะไรคือเสน่ห์ของฟุตบอลไทย ?
A : "อย่างที่ผมบอกว่าผมค่อนข้างชอบบรรยากาศของฟุตบอลไทย ที่สำคัญคือแฟนบอลที่แต่ละนัดเข้ามาเชียร์ในสนามเยอะไม่แพ้ชาติอื่นๆในเอเชีย โดยเฉพาะกับทีมที่ผมเคยเล่นมีแฟนบอลเยอะและให้กำลังใจทีมได้ดีพอสมควร ซึ่งผมมีความสุขเวลาเล่นต่อหน้าแฟนบอลเหล่านี้ และนี่แหละคือเสน่ห์ของฟุตบอลไทย"

Q : คุณคิดว่าความแตกต่างระหว่างฟุตบอลไทยกับญี่ปุ่นคืออะไร ?
A : "น่าจะเป็นเรื่องของระบบการเล่นที่ญี่ปุ่นเวลาเล่นไม่ว่าจะเกมรุกหรือรับจะเล่นเป็นทีม ซึ่งที่เมืองไทยก็จะคล้ายๆกัน แต่พอเล่นไปสักพักระบบเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง แต่มองอีกมุมหนึ่งมันก็ทำให้เกมสนุกสังเกตว่าฟุตบอลเมืองไทยจะยิงประตูกันค่อนข้างเยอะ ซึ่งผิดกับที่ญี่ปุ่นที่ในแต่ละเกมจะยิงประตูกันน้อยและการเล่นก็จะอึดอัดกว่าฟุตบอลไทย"



Q : คุณคิดว่ามาตฐานของไทยลีกกับเจลีกตอนนี้เป็นอย่างไร ?
A : จริงๆแล้วเมืองไทยมีนักฟุตบอลดีๆหลายคน และมีลีกที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผมมองว่ามาตฐานการจัดการของทั้งสองลีกไม่ต่างกันมากนัก แต่จะต่างในเรื่องของนักฟุตบอลเพราะในญี่ปุ่นนักเตะทุกคนจะสู้อย่างเต็มที่เพื่อโอกาสในแต่ละทีม แต่ที่เมืองไทยการแข่งขันยังไม่สูงมากนัก แต่ผมก็ชอบบรรยากาศแบบนี้นะ และผมเชื่อว่าฟุตบอลไทยจะพัฒนาได้ดีกว่านี้ในอนาคต"

Q : ปัจจุบันมีนักเตะญี่ปุ่นหลายคนมาเล่นฟุตบอลที่เมืองไทย คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้นักเตะเหล่านั้นมาเล่นที่นี่ และพวกเขามีมุมมองต่อฟุตบอลไทยอย่างไร ?
A : "นักเตะญี่ปุ่นหลายคนมาที่นี่เพราะต้องการเล่นฟุตบอลอาชีพ หลายคนอาจจะพยายามในการเล่นลีกอาชีพที่ญี่ปุ่นแต่ไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ จึงย้ายมาเล่นที่นี่แต่ไม่ได้หมายความว่าลีกไทยมาตฐานต่ำกว่าญี่ปุ่นนะ เพราะปัจจุบันก็มีนักเตะที่มีชื่อและสามารถเล่นเจลีกได้มาค้าแข้งที่ไทย ที่สำคัญนักเตะญี่ปุ่นส่วนใหญ่มองว่าไทยลีกกำลังพัฒนาและเป็นความท้าทายที่ได้มาเล่นที่นี่"



Q : คุณคิดว่านักเตะในทีม บีจีพียู คนไหนที่สามารถไปเล่นในเจลีกได้ ?
A : "แน่นอนว่าเป็น นิว ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ เนื่องจากเขามีประสบการณ์ไปเล่นที่นั่นมาแล้ว 1 ปี ส่วนคนที่ผมอยากให้ลองไปดูและน่าจะมีโอกาสน่าจะเป็น สิโรจน์ ฉัตรทอง, ฉัตรชัย บุตรพรม, สุมัญญา ปุริสาย หรือว่า สันติภาพ จันทร์หง่อม นักเตะเหล่านี้ผมว่ามีฝีเท้าที่ไม่ธรรมดานะ"

Q : ชีวิตครอบครัวของคุณเป็นอย่างไร ?
A : "เป็นเรื่องที่บังเอิญมากผมมาพบรักกับภรรยาของผมที่เมืองไทย เธอเป็นคนญี่ปุ่นที่มาสอนภาษาอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในไทย เราได้มีโอกาสเจอกันที่งานๆหนึ่ง และทำความรู้จักกัน พูดคุยและศึกษาดูใจกันมา 5 ปี และเพิ่งจะแต่งงานกันที่ประเทศไทยเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง"

Q : คุณเล่นฟุตบอลในเมืองไทยมาถึง 8 ปี จนเข้าสู่ปีที่ 9 คุณวางเป้าหมายต่อจากนี้ไว้อย่างไร ?
A : "ผมอยากจะเล่นฟุตบอลไปจนถึงอายุ 40 ปี ซึ่งตอนนี้ผมอายุ 33 ปี ผมมองว่าผมยังสามารถเล่นฟุตบอลได้อีกหลายปี นอกจากนี้ยังเริ่มวางแผนวางอนาคตอาจจะเริ่มมองหาธุรกิจ หรืออะไรเกี่ยวกับฟุตบอลทำต่อที่เมืองไทย เพราะผมอยากจะอยู่ประเทศไทยต่อไปให้นานที่สุด"

Q : นอกจากเรื่องของฟุตบอลแล้ว อะไรที่ทำให้คุณประทับใจประเทศไทย ?
A : "ผมอยู่ประเทศไทยแล้วรู้สึกอบอุ่น เพราะนอกจากฟุตบอลแล้วยังมีกิจกรรมหลายอย่างให้ผมได้ทำ ตอนผมอยู่ที่ญี่ปุ่นการจะพบเจอเพื่อนเป็นเรื่องยากเพราะแต่ละคนจะอยู่ห่างไกลกัน แต่ผมอยู่ที่นี่มีเพื่อนเป็นชาวญี่ปุ่นที่มาอยู่เมืองไทยหลายคน เรามีเวลาและเดินทางไปหากันได้สะดวก พบกันบ่อยขึ้น นั่นมันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและเหมือนอยู่บ้านเกิด"



Q : ปี 2019 คุณมีโอกาสได้เล่นทั้งไทยลีก 1 และ 2 ความแตกต่างทั้งสองลีกเป็นอย่างไร ?
A : "คงจะเป็นเรื่องของมาตฐานการเล่นที่ไทยลีก 1 จะเล่นกันหนักและเร็วกว่า ผู้เล่นทั้งไทยและต่างชาติของแต่ละทีมก็มีศักยภาพสูง การเล่นแต่ละนัดคุณจะมีข้อผิดพลาดไม่ได้เพราะทีมอาจจะโดนลงโทษได้ ผิดกับไทยลีก 2 ที่มาตฐานอาจจะไม่สูงขนาดนั้น"

Q : คุณมองศักยภาพของบีจีพียูปีนี้เป็นอย่างไร ?
A: "ปีนี่เราได้ผู้เล่นที่มีคุณภาพเข้ามาหลายคนซึ่งต่างจากเลกแรกของปีที่แล้วที่ผมเคยเล่นด้วย ซึ่งถ้ามอง ณ ตอนนี้ผมเชื่อว่าทีมเราสามารถจบอันดับหัวตารางได้ แต่อยู่ที่ว่าเราจะยืนระยะได้ดีแค่ไหน เพราะการแข่งขันยังอีกหลายเกม แต่จากผลงาน 4 นัดที่ผ่านมาเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมผมเชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จได้ในฤดูกาลนี้"  

Q : เป้าหมายของคุณกับบีจีพียูในปีนี้ ?
A : "แน่นอนว่าผมจะพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทั้งระหว่างการฝึกซ้อมและลงสนาม เพื่อช่วยทีมให้ได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นการส่งให้เพื่อนทำประตูหรือยิงประตูเอง และไม่ว่าในแต่ละนัดผมจะได้ลงสนามหรือไม่ก็จะเป็นกำลังใจให้กับทีมเสมอ และหากเป็นไปได้ผมก็อยากจะเล่นให้ที่นี่เป็นสโมสรสุดท้าย"



ทั้งหมดเป็นเรื่องราวของ ยูกิ บัมบะ กองกลางชาวญี่ปุ่นวัย 33 ปี ที่หลงรักฟุตบอลไทยและค้าแข้งอยู่บนแผ่นดินสยามจนเข้าสู่ปีที่ 9 แน่นอนว่ามันจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ ตามที่เจ้าตัวได้กล่าวไว้ว่าอยากจะเล่นฟุตบอลไปจนถึงอายุ 40 ปี และประเทศไทยคือเป้าหมายสุดท้ายของเขา คงต้องมาดูกันว่า ยูกิ บัมบะ จะสามารถทำได้ตามที่เขาหวังไว้ได้หรือไม่ เพราะด้วยอายุที่มากขึ้นบวกกับปัจจุบันมีนักเตะต่างชาติชื่อดังเข้ามาค้าในเมืองไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นความท้าทายของเจ้าตัวจึงเป็นอะไรที่น่าติดตาม